หยุดวิ่งตามใครคนนั้นสักครั้ง
หากเราหาเหตุผลให้กับตัวเอง
ว่าทำไมเราถึงรักคน ๆ นี้นัก
แล้วเหตุผลที่ได้ มีแค่เพียง...รักเพราะรัก

ฟังดูอาจเลื่อนลอยไร้จุดหมายเกินไป
แต่สำหรับคนที่รักกัน เหตุผลเพียงแค่นี้
ก้อเพียงพอที่จะสานต่อความรักให้อยู่ต่อไป

แต่กับคนที่เรารักเค้า แล้วเค้าไม่รักเรา
ไม่เคยจะมองเห็นแม้แต่คุณค่าในตัวเรา
ต่อให้เราหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้เค้าเพียงไหน
หรือให้เหตุผลมากมายในคำว่ารักที่เรามีให้
เค้าก้อคงมองไม่เห็นมันเหมือนกัน

และกับคนประเภทนี้ ยิ่งเราเรียกร้องมากแค่ไหน
ก้อจะยิ่งสร้างความเหนื่อยใจให้กับเราเท่านั้น
ถ้าคุณมีความสุขกับมันก้อดีไป
แต่สุข...แล้วเหนื่อยใจก้อน่าคิดเหมือนกัน

คนเราเหนื่อยแล้วก้อต้องพัก
ต้องหาทางออกที่ทำให้เราดีขึ้น
กับเรื่องของความรักก้อเช่นกัน
เมื่อเราต้องเหนื่อยล้าเพราะมัน
คงต้องพักซะบ้าง...
ลองหยุดวิ่งตามเค้าซักครั้ง
แล้วมาเดิน (แค่เดิน) ตามตัวเองดูสักหน
คุณอาจรู้สึกดีกว่าการต้องวิ่งตามใครคนนั้น

Ps... อย่างน้อยๆ คุณจะพบว่า
การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองนั้นไม่ทำให้เราเหนื่อยใจเลย ...

 

 

ยอมรับจริง ๆ เลยว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงแล้วจริง ๆ ขยับนิดน้ำมันก็ขึ้น ขยับหน่อยเอ้า ... เจอวิกฤติอาหารแพงอีก เงินออมที่ฝาก ๆ อยู่ก็ได้ดอกเบี้ยน้อยเหลือเกิน (ถึงบางธนาคารจะปรับตัวเลขออกมาล่อตาล่อใจก็เถอะนะ) ภาวะที่เงินเฟ้อสูงอย่างนี้ หลาย ๆ คนอาจจะไม่อยากทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ ดีกว่า เกิดลงทุนอะไรไปก็เจ็บตัวเปล่า ๆ


อันนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกเสียทีเดียวนะคะ เพราะแม้ว่าเงินเฟ้อจะสูงเพียงใด ก็ยังมีบางคนอาศัยช่วงจังหวะนี้ สามารถลงทุนจนกลายเป็นเศรษฐีได้นะเอ้า ....


ก่อนอื่นใดเลยขอทำความเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อเสียก่อน เผื่อบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ เงินเฟ้อนั้นมีด้วยกันสองแบบ คือ เงินเฟ้อที่เกิดจากการที่สินค้ามีอยู่เท่าเดิมแต่คนมีกำลังซื้อมากขึ้น (คนรวยขึ้นว่างั้นเถอะ) เราเรียกเงินเฟ้อแบบนี้ว่า
"Demand - pull Inflation
"


เงินเฟ้อแบบที่สองคือ สินค้ามีราคาสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยมากมักจะเป็นการขึ้นค่าจ้างงาน การขำเข้าน้ำมันหรือวัถุดิบนำเข้าอื่น ๆ ปรับตัวสูง ทำให้สินค้าต่าง ๆ ขึ้นราคา ลักษณะเงินเฟ้อแบบนี้เรียกว่า "
Cost- push Inflation"


และภาวะเงินเฟ้อแบบที่สองนี่เองที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ โดยปกติเมื่อเจอภาวะเช่นนี้แล้ว รัฐบาลแทบทุกประเทศจะเร่งเพิ่มกำลังการซื้อของประชาชนให้ทันกับเงินเฟ้อ จะด้วยการลดหรือทรงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ หรือขึ้นค่าจ้างแรงงานพร้อมกับการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมาก ๆ แต่วิธีนี้ยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ


ในอดีตนั้นประเทศไทยเราก็เคยเจอภาวะเงินเฟ้อสูง ๆ ที่ขึ้นไปแตะอยู่ที่เลขสองหลักมาแล้วถึง สามช่วงด้วยกันคือ ช่วงปี 2460-2463 ช่วงปี 2483 และในช่วงปี 2517 - 2524 ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็คือเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันและทรัพยากรอื่น ๆ นั่นเอง


 

สำหรับหนทางที่จะรับมือกับภาวะเงินเฟ้อเช่นนี้คุณ อนุชา กุลวิสุทธิ์ผู้เขียนคอลัมน์ ลงทุนแบบมืออาชีพ จากหนังสือ บ้านพร้อมอยู่ มีข้อแนะนำที่น่าสนใจไว้ว่าหนทางที่จะรับมือกับภาวะเงินเฟ้อสูง ๆ นั้นมีดังนี้


1. หลีกเลี่ยงการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงิน เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากมีแนวโน้มที่จะปรับตัวช้ากว่าอัตราเงินเฟ้อเสมอ ดังนั้นการฝากเงินสดจึงจะทำให้เกิดการขาดทุนหากคิดออกมาเป็นผลตอบแทนที่แท้จริง


2. เร่งจับจ่ายซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นแทนการถือเงินสด เพราะว่าการถือเงินสดเฉย ๆ นั้นมูลค่าของเงินก็จะลดลง ดังนั้นจึงควรซื้อสินค้าที่เราจำเป็นต้องใช้มาเก็บไว้แทนจะดีกว่า


3. เน้นลงทุนในตราสารทางการเงินระยะสั้น ๆ เนื่องจากการลงทุนในระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคงที่นั้นอาจจะขาดความยืดหยุ่นหากอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้น


4. ลงทุนในหุ้นกลุ่มบริษัทน้ำมันโดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวกับการสำรวจ ขุดเจาะและให้บริการน้ำมัน และเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ต้องใช้พลังงานเยอะ ๆ เช่นพลังงานจากน้ำมัน อย่างกลุ่มสายการบินต่าง ๆ หรือกลุ่มผลิตยานยนต์ต่าง ๆ เพราะมีโอกาสขาดทุนสูง

5. เน้นการลงทุนในบ้านและที่ดิน เพราะในภาวะเงินเฟ้อสูงๆ นั้น รัฐบาลมักจะให้การเกื้อหนุนเป็นพิเศษกับการลงทุนในบ้านและที่ดิน รวมไปถึงเงื่อนไขในการกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยที่สามารถกู้ได้มากขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น และอัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย ซึ่งทำให้การลงทุนประเภทนี้ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า


6. เน้นการกู้เงินให้ยาวที่สุดด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่
แต่ถ้าใครที่กูเงินไปแล้วและเป็นแบบลอยตัว**แนะนำว่าให้ไปรีไฟแนนซ์
(Refinance) เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่จะดีกว่า


7. ลงทุนในทองคำ
ทั้งนี้เป็นเพราะว่าทองคำนั้นเป็นทรัพย์สินมีค่าที่มีอยู่อย่างจำกัด และในภาวะที่เงินเฟ้อสูง ๆ เช่นนี้ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ


8. การลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในสินค้าโภคภัณฑ์ (
Commodity) เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าสาลี ฝ้าย ธัญญาหาร กาแฟ ดีบุก และทองแดง เนื่องจากว่าในภาวะที่เงินเฟ้อสูงนั้นสินค้าเหล่านี้มักจะปรับตัวสูงขึ้น แถมในปัจจุบันนี้ยิ่งมีวิกฤติขาดแคลนอาหาร ก็ยิ่งส่งผลให้สินค้าในกลุ่มนี้มีราคาสูงมากขึ้นไปอีก


อันที่จริงแล้วภาวะข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ใคร ๆ ก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ควรจะหาทางรับมือกับจะดีกว่า การอยู่เฉย ๆ แล้วปล่อยให้เงินในกระเป๋าสูญโดยเปล่า ๆ นะคะ

อย่างที่เขาว่ากันเอาไว้ไงค่ะ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส


**อัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือดอกเบี้ยปรับขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น**


 

 

พรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง...

posted on 13 Jun 2008 00:38 by kalabuning
พรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง
เราต่างมีวันนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น


หลายครั้งที่เราบอก กับตัวเองว่า "พรุ่งนี้"
พรุ่งนี้ค่อยทำ พรุ่งนี้ฉันจะรักเธอ
พรุ่งนี้ฉันจะฝึกสมาธิ พรุ่งนี้ฉันจะกินมังสวิรัติ
พรุ่งนี้ฉันจะเลิกบุหรี่ พรุ่งนี้ฉันจะขอโทษเขา พรุ่งนี้จะให้อภัย
สารพัดสารพันพรุ่งนี้.... แต่ พรุ่งนี้..ไม่เคยมาถึง


ในความเป็นจริง เราไม่ได้มีชีวิตอยู่กับวันพรุ่งนี้
เรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ กับห้วงเวลานี้เท่านั้น


ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้เลยว่าเสี้ยววินาทีต่อจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น
หากห้วงยามนี้ฉันหลับตาลง และหลับไปอย่างนิจนิรันดร์
คงมีหลายอย่างที่ฉันพลาดไป และไม่ได้ทำในชีวิต
หลายครั้งเรารอให้โอกาสมาถึง รอให้วันพรุ่งนี้มาถึง
แต่โอกาสไม่มีวันมาถึง วันพรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง


ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้น
ไม่เพียงแต่เรากำลังหลอกตัวเอง แต่เรากำลังหลอกคนรอบข้าง
จริงแล้ว โอกาสอยู่ในมือเราแล้วตอนนี้ เวลานี้
โอกาสอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา
และก่อนที่เราจะมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
 
พระพุทธเจ้าสอนเราให้อยู่กับ  
"ปัจจุบันขณะ"

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี พูดว่า 
"พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"

"โอโช" บอกเราว่า
"Why Tomorrow?,Why not now.!"


ใช่สิ ทำไม...ทำไมไม่เดี๋ยวนี้! เราเคยลองถามตัวเองไหม
หากได้มองกลับเข้าไปในชีวิต เราชอบที่จะผลัดวันประกันพรุ่งให้กับตัวเองและชีวิต
จริงแล้วการผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเพียงกลอุบายของจิต- ที่ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง
แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราพลาดโอกาสไป
ในที่สุดเราก็จะมาถึงทางตันของชีวิต คือ "ความตาย"
และสุดท้ายแล้วก็ไม่มีโอกาสใดๆ หลงเหลืออีกเลยในชีวิต


ทำไมเราไม่ลองคิดว่า เราเหลือเพียงวินาทีสุดท้ายในชีวิต
เรากำลังจะตายไปจากโลกนี้ หรือโลกนี้จะแตกดับไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
หากคิดเช่นนั้น...ชีวิตเราคงจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...


เราคงจะมีชีวิตอยู่กับ "ชีวิตจริงๆ" ของเรามากขึ้น
มากกว่าที่มีชีวิตอยู่กับบ้านหลังใหญ่ หรือหลังต่อไป
รถคันใหม่ หรือคันต่อๆ ไป ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงในธนาคาร
เก้าอี้ในสำนักงาน ตำแหน่งที่วาดหวัง
หรืออยู่กับการเข่นฆ่า แย่งชิงความเป็นใหญ่ หรือการทำสงครามใดๆ ในโลก


คนส่วนใหญ่วางแผนการดำเนินชีวิตไว้ราวกับว่า
ชีวิตคือสิ่งที่ออกแบบได้ตายตัว และเป็นอมตะนิรันดร์
เขาวางไว้ว่าจะเรียนจบเมื่ออายุ 21 หลังจากนั้นทำงาน
เก็บเงินแต่งงานเมื่ออายุ 29 จะมีลูกเมื่อ อายุ 32
แล้วก็จะปลดละวางตัวเองตอนอายุ 50
เสร็จแล้วก็จะเดินทางค้นหาความจริงให้กับชีวิต หรือจะเข้าวัด


บ้างก็ว่าจะเดินทางรอบโลก บ้างก็ว่าจะพักผ่อนหาความสุขให้กับชีวิต
แต่เราแน่ใจได้หรือว่า วันเหล่านั้นจะมาถึง
หรือคุณจะมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันนั้น
ไม่หรอก...มันไม่มี เรามีเพียงวันนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น


อย่าลังเลที่จะทำอะไร หรือเติมสิ่งดีๆให้ชีวิตเลย
การพักผ่อนไม่ใช่จะมีได้เมื่อตอนปลดเกษียณ
ฮันนีมูนก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้เฉพาะตอนแต่งงานใหม่ๆ
การจะบอกรักใครสักคนก็ไม่ใช่บอกในวันที่เขาลาจากโลกนี้ไปแล้ว
หรือบางครั้งเราเองต่างหากที่จะจากโลกนี้ไปก่อนที่จะได้บอกคำนั้นกับใครสักคน


การค้นหาความจริงแห่งชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน
มันไม่มีป้ายบอก วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันหมดอายุ
มันมีอยู่จริงไม่ว่าเราจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ตาม
มีแต่ชีวิตเราต่างหากที่มีวันหมดอายุ


หากวันนี้เราคิดที่จะศึกษาหรือค้นหาความจริงแห่งชีวิต
ความจริงก็ได้เปิดออกอยู่ตรงหน้าเราแล้ว อย่ารีรออีกเลย
เพราะพรุ่งนี้... จะไม่มีวันมาถึง
 ความรัก . . . มันมีค่ามากสำหรับฉัน
         เพราะการที่เรารักใครซักคน . . . 
         แล้วเราอาจจะยอมทำทุกสิ่งที่อย่าง ให้กับเค้าคนนั้น
         แม้ว่าสิ่งนั้น อาจจะทำให้เราทุกข์มากแค่ไหน 
         แต่เราก็จะยอมทำ . . .
 



         ทำไม . . .?
         เธอเคยถามว่า . . . ฉันเอาอะไรมาวัดว่าฉันรักเธอ
         ฉันบอกว่าไม่มี เพราะฉันแค่มีความรู้สึกว่าฉันรักเธอ 
         . . . ฉันห่วงเธอ ฉันต้องการเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไง



         ถ้าย้อนกลับไป ฉันจะไม่ถามเธอเลยว่า . . . 
         เธอรักฉันจริงๆ ใช่ไหม
         เพราะคำตอบที่เธอตอบออกมาคือคำว่า . . . 
         ไม่แน่ใจว่าใช่รักรึเปล่า เธอบอกขอเวลาได้ตัดสินใจ 
         ไม่เป็นไร . . . ถึงเธอจะรักหรือไม่รักฉัน ยังไงเธอก็ยังอยู่กับฉัน




         แต่มาตอนนี้เธอบอกว่า . . . เรามีอะไรที่ไม่เหมือนกัน
         ฉันได้แต่บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก คนเราไม่มีใครเหมือนกันหมดทุกเรื่อง 
         แต่มันก็คงเปลี่ยนความคิดเธอไม่ได้



 
        ขอโทษนะ . . . ที่ทำอย่างที่เธอหวังไว้ไม่ได้
         แต่อยากให้รู้ว่า . . . ที่ทำไปทั้งหมดผมได้ทำอย่างเต็มที่ 
         อยากให้เธอมีความสุข  ไม่อยากให้เธอต้องคิดมาก



         ฉันกลัว กลัวว่า . . . เหตุการณ์นี้มันจะย้อนมาอีก
         กลัวว่าเธอจะใช้เวลาในการคิดว่า . . . เราไปกันได้รึเปล่า
         ไม่อยากรับรู้ ตอนนี้ได้แต่สงสัยว่าเราเป็นได้แค่เพื่อนกันจริงๆ เหรอ 
         ฉันเคยคิดว่าซักวันเธอจะต้องรักฉัน แต่ฉันคงคิดผิด
         เพราะตอนนี้เธอคงคิดกับฉันแค่เพื่อนจริงๆ เพื่อนเท่านั้น



        
สุดท้ายนี้ . . . ฉันขอโทษนะที่คิดไปเองคนเดียว 
         ที่พยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้เธอรักฉันให้ได้
         แต่เธอคิดแค่เพื่อนเท่านั้น . . . 
         และตอนนี้ ฉันก็เข้าใจกับคำว่าเพื่อนมากขึ้น 
         เพื่อน … ยังไงก็คือเพื่อนไม่อาจเปลี่ยนเป็นแฟน
คุณคะ... ฉันเป็นคนขี้หึงขี้หึง และก็ขี้หึงชะมัดเลย และฉันก็รู้ตัวเองดีเสมอ รู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะคะ ก็ฉัน...รักคุณ

          นานเหลือเกินที่ฉันเดินหาหนังสือสักเล่ม หนังสือที่เป็นคำตอบของคำที่สงสัย ฉันค้นพบว่าบนโลกใบนี้มีหนังสือที่น่าสนใจตั้งหลายร้อยพันเล่ม บางเล่มรูปปกก็สวยงามชวนฝัน แต่เนื้อในของมันกลับกลวงโบ๋ บางเล่มเนื้อหาข้างในแน่นหนักไปด้วยปรัชญา...แทนที่จะเจอคำตอบกลับเต็มไปด้วยคำถาม และเรื่องราวที่ชวนให้สงสัยไม่รู้จบ

          บางเล่มก็หนาและนานยาวจนฉันขลาดที่จะอ่าน บางเล่มก็สั้นกุดเสียแวบเดียวก็อ่านจบ...แต่ก็ยังไม่ใช่คำตอบ จนฉันได้พบคุณ ถึงรูปเล่มของคุณไม่ได้สวยงาม...แต่มันก็มีมนต์ขลัง ทั้งในตัวคุณยังเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย...ที่ฉันไม่เคยขลาดอยากเปิดอ่าน

          คุณ คือ พจนานุกรม คุณมีทุกความหมายของคำที่ฉันสงสัย
          คุณ คือ คำตอบ

          พจนานุกรมของฉัน...คุณรู้ไหม?
          เพราะคุณคือสิ่งพิเศษ
          เพราะคุณ....หนังสือเล่มที่ฉันมองหามีอยู่เพียงเล่มเดียว

          ฉันจึงใจหายทุกครั้งเวลามีคนอื่นมาหยุดอยู่ใกล้ๆ และชายตามาแลคุณ ฉันกลัวว่าเขาจะหยิบคุณติดมือไปโดยไม่ได้สนใจว่าพจนานุกรมเล่มที่เขาเห็นมีเจ้าของยืนจ้องตาเป็นมันอย่างหวงแหน

          ฉันว้าวุ่นทุกครั้งเวลามีใครสักคนเฉียดใกล้ ฉันกลัวว่าเขาจะวิสาสะเปิดอ่าน โดยที่ไม่เกรงใจเจ้าของสักนิด ฉันกังวลอยู่เสมอเวลามีใครสักคนเฉียดใกล้ ฉันกลัวว่าเขาจะขโมยคุณไปจากฉัน

          ฉันกลัวที่จะไม่มีคุณ ฉันขลาดที่จะสูญเสีย ขลาดกลัวจนอยากกอดคุณไว้แนบอกตลอดเวลา ถึงอย่างนั้นก็ยังกลัวว่า...อาจมีใครหลงใหลคุณ จนดึงคุณไปจากมือฉัน...ต่อหน้าต่อตา

...นี่คือเหตุผลที่ฉันหึงคุณ...

          พจนานุกรมของฉัน... คุณต่างจากหนังสือตามแผงขาย ตรงที่คุณเป็นหนังสือของหัวใจ ใช่...คุณมีชีวิต และเพราะคุณมีหัวใจ ฉันจึงใจหายทุกครั้งเวลามีคนอื่นมาหยุดอยู่ใกล้ๆ และชายตามาแลคุณ กลัวคนอื่นจะรักคุณ ยังไม่เท่ากลัวว่าคุณจะหลงปลื้มสายตาคนอื่นจนเดินไปกับเขา

          ฉันว้าวุ่นทุกครั้งเวลาที่ใครสักคนมาเฉียดใกล้ กลัวว่าเขาจะเบียดฉันให้ออกห่างคุณ ยังไม่เท่ากลัวคุณยินยอมพร้อมใจทำแบบนั้น ฉันกังวลอยู่เสมอเวลามีใครมองคุณอย่างสนใจ กลัวเขาขโมยคุณไป ยังไม่เท่ากลัวคุณขโมยเวลา ของเรา ไปให้ คนอื่น ฉันกลัวที่จะไม่มีคุณ ฉันขลาดที่จะสูญเสีย

          ขลาดกลัวจนอยากกอดคุณไว้แนบอกตลอดเวลา ยังอยากเอาผ้ามาปิดตาไม่ให้คุณมองเห็นใครเลย ถึงอย่างนั้นก็ยังกลัวว่า อาจมีใครหลงใหลคุณ จนดึงคุณไปจากมือฉัน...ต่อหน้าต่อตา

          พจนานุกรมที่รัก... ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจคุณเลย แต่เพราะฉันเป็นผู้หญิงขี้กลัว ทั้งโลกกว้างใหย่ของเราเองยังเต็มไปด้วยคนที่มีนิสัยต่างกันล้านแปด ฉันไม่อาจรู้ว่าคนที่เข้ามาใกล้จะล่อลวงคุณด้วยอะไรหรือเปล่า เพื่อให้คุณหันไปสนใจในตัวเขา ฉันยังกลัวว่าถ้าคุณเผลอใจเล่นสนุกอะไรกับใครไปเมื่อไหร่...แค่เล่นๆ แก้เหงา แต่...อาจมีเหตุบังเอิญที่ทำให้เราต้องจากกันไปจริงๆ

          ฉัน...วางเดิมพันความรักครั้งนี้ด้วยหัวใจเอาไว้จนหมด หากว่าคุณหายใจไปจากชีวิต...หัวใจฉันคงขาดหายไปด้วย หากว่าคุณเผลอไปกับคนอื่น อาจทำให้หัวใจฉันหล่นหาย  และแตกหัก ยังจินตนาการไม่ออกว่าถ้าไม่มีคุณอยู่...ฉันจะหาคำตอบของคำที่สงสัยได้อย่างไรโดยลำพัง

          เพราะเช่นนั้น...เราไม่รู้อะไรล่วงหน้า เพราะเพื่อให้คุณอยู่กับฉันไปนานๆ ฉันจึงต้องเก็บคุณใส่ลิ้นชักไว้...ทุกกรณี

...นี่คือเหตุผลที่ฉันหึงคุณ...

          คุณคะ... คุณจะรู้สึกยังไงคะ เวลาที่ฉันยิ้มกับคนอื่น หัวเราะเริงร่ากับคนอื่น แต่...รอยยิ้มมาหมดลงที่คุณพอดี

          คุณจะรู้สึกยังไงคะ เวลาที่ฉันมีเรื่องเล่าให้เพื่อนคุณฟังมากมาย และหันไปเล่าเรื่องนั้นกับคนโน้น เล่าเรื่องนู้นกับคนนี้ แต่ไม่มีเรื่องอะไรเล่าให้คุณฟัง

          คุณเคยรู้สึกอะไรไหมคะ เวลาที่ฉันออกไปสังสรรค์กับเพื่อนบ่อยๆ จนแทบไม่มีเวลาให้คุณ

          คุณจะรู้สึกอะไรไหม ถ้าฉันเอาแต่พูดถึงผู้ชายคนอื่นที่คุณไม่รู้จักให้ฟัง นัยน์ตาเต็มไปด้วยรอยปลาบปลื้มอย่างที่ไม่เคยมีกับคุณมาก่อน

          คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าฉันเอาแต่วุ่นกับงานจนผิดนัดแล้วปล่อยให้คุณรอ

          คุณจะวูบไหวบ้างหรือเปล่า เวลาฉันพูดถึงแฟนเก่า หรือเก็บข้าวของที่เขาให้เอาไว้ไม่ยอมทิ้ง

          คุณจะหัวเราะเป็นเรื่องตลกไหม เวลามีผู้ชายอื่นมาจับตาต้องใจกับผู้หญิงไม่เอาไหนของคุณคนนี้

          คุณจะยินดีไหม ที่เห็นฉันเหลียวมองผู้ชายคนอื่นอย่างถูกใจแม้แค่แวบเดียว

          โดยนัยกลับกัน คุณจะรู้สึกอะไรไหม กับเรื่องเดียวกันนี้ถ้าเกิดกับคนที่คุณไม่ได้รัก จะหวั่นไหวหรือเปล่า ถ้าคนที่ทำ...ไม่ใช่คนที่คุณวางหัวใจเอาไว้ให้

...นี่คือเหตุผลทำให้ี่ฉันหึงคุณ...

          นี่คือเหตุผล ที่ฉันหงุดหงิดเวลาที่เห็นคุณยิ้มหัวเราะกับคนอื่น แต่รอยยิ้มมาหมดเอาที่ฉันพอดี

          คือเหตุผล ที่ฉันโมโหเวลาคุณมีเรื่องเล่ามากมายให้คนอื่นฟัง แต่กับฉันคุณไม่มีอะไรคุย

          คือเหตุผล ที่ฉันว้าวุ่น เวลามีใครยิ้มให้คุณหวานเยิ้มจนมองไม่เห็นฉันยืนหัวโด่

          คือเหตุผล ที่ฉันหวั่นใจ เวลาคุณออกไปไหนกับเพื่อน เพราะกลัวว่าจะพากันไปยุ่งกับสาวๆ

          คือเหตุผล ที่ฉันกังวลเวลาคุณผิดนัด เพราะกลัวว่าคุณจะเอาเวลานัดของฉันไปให้คนอื่น

          คือเหตุผล ที่ฉันต้องคอยสงสัยเวลาคุณต้องทำงานในวันหยุด เพระกลัวว่าคุณจะแอบนัดคนอื่น จนพาลไปถึงหัวหน้าคุณว่าจะใช้งานคุณทำไมนักหนา

          คือเหตุผล ที่ฉันต้องเป็นฟืนเป็นไฟเวลาคุณไม่อยู่ในสายตา จนอยากเก็บคุณเอาไว้ในลิ้นชักถ้าทำได้

          เพราะคุณคือพจนานุกรมเล่มเดียวของฉัน
          เพราะคุณคือความหมายของทุกคำที่สงสัย
          เพราะคุณคือคำตอบ

นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ฉันหึงคุณ

          คุณคะ...

          ฉันเป็นคนขี้หึง ขี้หึง ขี้หึง และก็ขี้หึงชะมัดเลย
          และฉันก็รู้ตัวเองดีเสมอ รู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
          แต่ฉันจะเป็นแบบนี้เลย ถ้าเราไม่ใช่ คนรักกัน
          และถ้าฉัน...ไม่รักคุณ

ถ้ารู้จักรัก .. .. ..

posted on 20 Mar 2008 19:09 by kalabuning

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา...ก้อคือชีวิตเรา

สิ่งที่มีค่าที่สุดในหัวใจเรา...ก้อคือหัวใจเรา

อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ใคร

อย่าเอาใจทั้งใจไปยกให้ใครคนเดียว

อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุดของเราไปให้ใครดูแล

เพราะไม่มีใคร...ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง

อย่าปิดกั้นความรู้สึกของหัวใจ

อย่าบอกว่าเราเกิดมาเพื่อจะรักคน ๆ เดียว

คนใจแคบเท่านั้นที่เกิดมาเพื่อที่จะรักคนได้คนเดียว

เราสามารถที่จะรักใครได้มากมายขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ของความรัก

หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อคนที่เรารัก

รักต่างแบบ...ปฏิบัติในหน้าที่ต่างกัน

แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่งคนบางคนไม่แยแสกับความรักที่เรามีให้

เราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมายและไม่เห็นจะต้องเจ็บเจียนตาย

ถ้าเรามั่นใจ...ว่าเราทำหน้าที่ให้กับรักนั้นสมบูรณ์และเต็มที่แล้ว

ถ้าอากาศร้อนอบอ้าว...ลองออกมายืนคุยกับแสงแดด

อากาศหนาวแทบขาดใจ...ลองออกมาหาไออุ่นลมหนาว

เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนาวก็ต่อเมื่อเราได้ไปสัมผัสกับมัน

ก็เหมือนกับความรัก .... ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไรก็ต้องไปสัมผัสกับมัน

แต่อย่าทรมานตัวเองโดยการออกไปยืนตากแดดนาน ๆ

หรือยืนต้านทานลมหนาว ถ้ารู้ว่าร้อนนักก็หลบหาที่ร่ม

ถ้ารู้ว่าหนาวก็ก่อเตาผิง ความรักจะไม่ทำร้ายเรา

ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง

...ถ้าคุณรู้จักรัก..แสงแดดจะทำให้คุณอบอุ่น

ลมหนาวก็จะทำให้คุณหลับสบาย...

edit @ 20 Mar 2008 19:10:12 by Kakabunibg